Dora and the Lost City of Gold รสชาติหนังผจญภัยที่ไม่ได้สัมผัสมานาน

         Dora and the Lost City of Gold ดอร่า เกิดและเติบโตในป่า อาศัยอยู่กับพ่อของเธอ (ไมเคิล เพนยา) และแม่ (อีวา ลองเรีย) นักสำรวจที่ปลูกฝังความสงสัยของเธอจนกระทั่งดอร่าไปอาศัยอยู่ในเมือง

         โดยการกลับมาพบกับดิเอโก (เจฟฟ์ วอห์ลเบิร์ก) ลูกพี่ลูกน้องที่เปลี่ยนจากสังคมมัธยมปลายไป และระหว่างไปทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์ Dora และเพื่อน ๆ

         ของเธอถูกกลุ่มนักล่าสมบัติลักพาตัวไปยังเปรู ซึ่งพ่อแม่ของเธอขาดการติดต่อ ดี (นิโคลัส คูมบ์ส) เพื่อนใหม่ของพวกเขา ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อตามหาพ่อ และแม่ของนักสำรวจที่หายตัวไป ก่อนที่คนร้ายจะค้นพบ Parapata เมืองสีทองของชาวอินคา และคว้าสมบัติจากที่ที่มันอยู่

Dora and the Lost City

         เดิมที Dora The Explorer เป็นซีรีส์แอนิเมชั่นสำหรับ Nicolodian และ Nick Jr. ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสอนบทเรียนที่หลากหลายแก่เยาวชน เป็นแอนิเมชั่นเพื่อการศึกษาที่สนุกสนาน  และมีความพิเศษตรงที่หญิงสาวผมหน้าม้าอย่างดอร่า

         มักจะชักชวนให้เด็กๆ ทบทวนบทเรียนที่เธอเพิ่งสอนไป รวมถึงเอกลักษณ์ที่สำคัญคือการตะโกน Backpack ให้เอาของจากเป้สีเหลืองของเธอออกมา จนมีกระแสทำคลิปล้อเลียนตลกๆ มากมาย เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในความทรงจำของเด็กที่เกิดหลังยุค 2000

         สำหรับการดัดแปลงบทภาพยนตร์ของ Tom Wheeler, Nicholas Stoller และ Matthew Robinson ก็ควรที่จะเลือกเอาตัวตนที่แฟนๆ Dora มีมาให้ ที่รู้จักกันข้างต้น มาใช้อย่างชาญฉลาดกันเถอะ นับตั้งแต่ให้ Dora ‘Breaking the 4th Wall’ หันกลับมาและชักชวนให้ผู้ชมทบทวนข้อมูลที่เธอเพิ่งให้ไป ซึ่งดูเหมือนทีมสคริปที่ขี้เกียจก๊อปปี้อนิเมชั่น

         แต่กลับกลายเป็นว่าใช้ประโยชน์จากเอกลักษณ์นี้ได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ของการสร้างฉากตลก หลังจากที่ดอร่าพูด พ่อแม่มักจะดูสับสนราวกับกังวลว่าลูกสาวจะคุยกับแม่เพื่อซื้อ จนสร้างเสียงหัวเราะออกมามากมาย

         เพื่อนำข้อมูลที่ดอร่าเน้นย้ำเป็น ‘แรงจูงใจ’ หรือข้อมูลที่เป็นตัวการเล่าเรื่องมาใช้ซ้ำ เพื่อแสดงว่า ความรู้ที่เธอให้ไว้ก่อนหน้านี้ เธอจะเอาตัวรอดจากเหล่าวายร้ายได้อย่างไร